วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556

SOIL










                ปัญหาและมลพิษทางดิน เกิดขึ้นจากการทำลายหรือการถดถอยของคุณภาพ  ซึ่งรวมถึงปัญหาสารเคมีจากโรงงานอุตสาหกรรม และดินที่มีสมบัติไม่เหมาะต่อการเพาะปลูก   เนื่องจากในปัจจุบันเทคโนโลยีได้มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและส่งผลให้โรงอุตสาหกรรมเกิดขึ้นมากมาย  การที่โรงงานอุตสาหกรรมนำวัสดุเหลือใช้   ของเสีย    รวมถึงสารประเภทโลหะหนักที่ ปะปนมากับวัสดุเหลือใช้และของเสียเหล่านี้ เมื่อสารเหล่านี้ตกค้างอยู่ในดิน ก็จะสามารถถ่ายทอดไปตามโซ่อาหารและเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ได้ เช่น  การใช้กากแบตเตอรี่มาถมถนน ทำให้ประชาชนได้รับสารตะกั่วซึ่งจะทำให้เป็นโรคอิไต-อิไตได้    หรือจากการที่โรงงานผลิตโซดาไฟกำจัดแก๊สคลอรีนที่เกิด โดยการใช้ปูนขาวแล้วทำให้เกิดผงฟอกขาว เมื่อถูกระบายลงสู่ดินทำให้ดินมีสมบัติเป็นกรด หรือดินเปรี้ยว เป็นผลทำให้ดินเสื่อมสภาพไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก  ด้วยเหตุนี้เราจึงควรตระหนักถึงปัญหา   ผลที่จะเกิดขึ้น  และจึงควรเลือกที่จะศึกษาวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวเพื่อให้ได้วิธีที่ดี และมีประสิทธิภาพสูงสุด







มารู้จักมลพิษทางดินกัน

                         
มลพิษทางดิน  หมายถึง??



                   
                 มลพิษทางดิน ( soil pollution )   หมายถึงดินที่เสื่อมค่าไปจากเดิมและหรือมีสารมลพิษเกินขีดจำกัดจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ     และพลานามัยตลอดจน การเจริญเติบโตของพืช และสัตว์ ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม 

ปัญหามลพิษของดิน


ปัญหามลพิษของดิน   

เกิดขึ้นจากการทำลายหรือการเกิดการถดถอยของคุณภาพ    หรือคุณลักษณะของสภาวะใดสภาวะหนึ่ง  ที่เกิดจากมลสาร (Pollutant)   ที่ก่อให้เกิดมลภาวะของดินนี้   เป็นอนุภาคที่มีขนาดเล็กสามารถฟุ้งกระจายไปในอากาศ  ดินจะมีมลสารที่ก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศซึ่งความรุนแรงนั้นขึ้นอยู่กับจะอนุภาคดินนั้นมีองค์ประกอบอย่างไร    สภาพทางอุตุนิยมวิทยาสภาพพื้นที่เป็นต้น    ในกรณีที่คล้ายคลึงกันหากอนุภาคดินถูกพัดพาไปยังแหล่งน้ำ   ดินที่เป็นมลสารจะก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางน้ำโดยตรงทั้งคุณภาพและ ปริมาณ  อีกทั้งยังก่อให้เกิดปัญหาโดยอ้อมเมื่ออนุภาคดินนั้นมีธาตุอาหารที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชน้ำ ก่อให้เกิดภาวะขาดออกซิเจนในแหล่งน้ำ   สัตว์น้ำในแหล่งน้ำนั้นได้รับผลกระทบเกิดกลิ่นเหม็นของแก๊สไข่เน่า (hydrogen sulfide )

อันตรายจากมลพิษทางดินมีอะไรบ้าง???

                   
                                                                               อันตรายจากมลพิษทางดิน

                 1. อันตรายต่อมนุษย์  มนุษย์จะได้รับพิษของสารประกอบไนเทรต   ไนไทรต์ในยาปราบศัตรูพืช จากน้ำดื่ม   น้ำใช้ในแหล่งเกษตรกรรมและจากผลผลิตทางการเกษตรเช่นผัก ผลไม้จนถึงระดับที่เป็นพิษต่อร่างกายได้ 


                   2. อันตรายต่อสัตว์  สัตว์ที่หากินในดินจะได้รับพิษจากการสัมผัสสารพิษในดิน โดยตรงและจากการบริโภคอาหารที่มีสารพิษปะปนอยู่สารพิษที่ได้รับส่วนใหญ่จะเป็นยาฆ่าแมลง ที่นอกจากจะทำลายศัตรูพืชแล้วยังทำลายศัตรูธรรมชาติซึ่ง เป็นปรสิตไปด้วยทำให้เกิดการระบาดของแมลงบางชนิดที่เป็นอันตรายต่อพืชในภายหลังหรืออาจเกิดการทำลายแมลงที่ช่วยผสมเกสรดังนั้นผลผลิตอาจลดลงได้ 



                   3. อันตรายต่อพืชและสิ่งมีชีวิตในดิน  พืชจะดูดซึมสารพิษเข้าไป ทำให้เจริญเติบโตผิดปกติ ผลผลิตต่ำ   หรือเกิดอันตราย และอาจจะเกิดการสูญพันธุ์ขึ้น   แบคทีเรียที่สร้างไนเทรตในดิน หากได้รับยาฆ่าแมลง เช่น ดีลดริน อัลดรินและคลอเดนที่มีความเข้มข้น 100 พีพีเอ็มจะทำให้กระบวนการสร้างไนเทรตของแบคทีเรีย
ได้รับความกระทบกระเทือน 









สาเหตุของมลพิษทางดิน

                                                                             
 สาเหตุของมลพิษทางดิน 

                     1. เกิดจากธรรมชาติ
                     โดยทั่วไปการเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ   เช่น   พายุ น้ำท่วม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด การเกิดคลื่นสึนามิ เป็นต้นนั้น มักจะทำให้เกิดการพังทลายของดินอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมีผลทำให้เกิดการกัดเซาะของน้ำ การพัดพาของลม รวมถึงภัยธรรมชาติอื่นๆ ทำให้เกิดการทับถมของแร่ธาตุและอินทรีย์สารในบริเวณต่างๆ ตลอดเวลา ทำให้องค์ประกอบของดินในแต่ละบริเวณมีความแตกต่างกันถ้าบริเวณใดดินมีสมบัติเป็นกรดก็จะทำให้ดินเปรี้ยว พบมากในบริเวณภาคกลางของประเทศไทย ส่วนบริเวณที่มีหินเกลือสะสมอยู่ในดิน หรืออยู่ในบริเวณที่มีน้ำทะเลท่วมขังก็จะทำให้ดินมีสภาพเป็นดินเค็ม พบมากในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และดินบริเวณชายฝั่งทะเล
                     มลพิษทางดินที่เกิดจากธรรมชาติ ยังอาจจะเกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในดิน เช่น แบคทีเรีย ไวรัส พยาธิ   ซึ่งมีผลทำให้เกิดโรคในพืชรวมถึงสัตว์ที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นด้วย



                    2. เกิดจากมนุษย์
                   
การทิ้งสิ่งของต่างๆลงในดิน เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการสะสมของสารเคมีและสารพิษ ในดิน ทำให้คุณสมบัติของดินเปลี่ยนไป ดังนี้
                    2.1 การใช้สารเคมีทางการเกษตร เช่น ปุ๋ย และยาปราบศัตรูพืช สารเหล่านี้เมื่อใช้ในระยะเวลานานจะมีสารตกค้างในดิน ซึ่งบางชนิดสามารถย่อยสลายได้ บางชนิดย่อยสลายไม่ได้ ทำให้สารพิษสามารถถ่ายทอดไปตามห่วงโซ่อาหาร
                    2.2.1 ปุ๋ยเคมี เป็นสารสังเคราะห์ที่ช่วยในการปรับสภาพของดิน โดยช่วยเพิ่มแร่ธาตุในดิน แต่ถ้าใช้เป็นเวลานานจะทำให้เกิดมลพิษทางดินได้ เช่น การใช้ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต เมื่อละลายน้ำจะถูกแบคทีเรียเปลี่ยนเป็นไนเทรต และจะเกิดแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์   ซึ่งเป็นอันตรายต่อระบบหายใจของพืช ปุ๋ยแอมโมเนียมคลอไรด์ เมื่อแตกตัวจะได้คลอไรด์ไอออน ( Cl - ) ซึ่งถ้ารวมตัวกับ Na , Ca หรือ Mg จะกลายเป็น โซเดียมคลอไรด์ , แคลเซียมคลอไรด์ และ แมกนีเซียมคลอไรด์ ทำให้ดินมีสภาพไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช
                   
2.2.2 ยาปราบศัตรูพืช สารเคมีที่ใช้ปราบแมลงศัตรูพืชบางชนิดสามารถย่อยสลาย ได้ยาก จึงสะสมตกค้างอยู่ในดินส่งผลให้เกิดผลเสียต่อระบบนิเวศได้เช่น สารประเภทคลอริเนเตตไฮโดรคาร์บอน ( chlorinated hydrocarbon ) เป็นสารที่มีพิษและตกค้างอยู่ในดินเป็นเวลานานมาก ได้แก่  ดีดีที( DDT : dichloro – diphenyl - trichloroethane ) ใช้เวลาสลายตัวนานถึง 4-30 ปี อัลดริน ( aldrin ) ใช้เวลาในการสลายตัวนาน 1-6 ปี และ ดีลดริน ( dieldrin ) ใช้เวลาในการสลายนานถึง 2 – 25 ปีสารประเภท ออร์แกโนไทโอฟอสเฟต ( organothiophosphate ) เป็นสารพิษที่รุนแรง แต่สามารถสลายตัวได้อย่างรวดเร็วในเวลาเพียง 2-24 ชั่วโมง ได้แก่ สารพาราไธออน ( parathion ) มาลาไธออน ( marathion )เป็นต้น หากสารเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย คลื่นไส้ น้ำลายฟูมปาก ตาพร่า ปวดศีรษะ ชักหมดสติ หรืออาจจะทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตก็ได้ นอกจากนี้ยังมีสารประเภทพาราควอท ( paraquat ) เป็นสารที่ใช้กำจัดวัชพืช สารนี้เมื่อได้รับแสงจะสลายตัว หากเข้าไปในร่างกายของมนุษย์จะทำให้เกิดอาการท้องเสีย อาเจียน นอกจากนี้ยังเกิดอันตรายต่อตับ ไต ลำไส้ และระบบหายใจ

                    2.2  สารกัมมันตรังสี ตามเครื่องมือทางการแพทย์ การเกษตร การอุตสาหกรรมใน การทดลองระเบิดปรมาณู เป็นอันตรายมาก และสามารถถ่ายทอดไปตามห่วงโซ่อาหารได้เพราะกากกัมมันตรังสีอาจจะปะปนอยู่ใน แหล่งน้ำ ในดิน และในอากาศ ทำให้เกิดอันตรายต่อพืช สัตว์ และมนุษย์ได้
                    2.3 สารเคมีจากโรงงานอุตสาหกรรม    เกิดจากการที่โรงงานอุตสาหกรรมนำวัสดุเหลือใช้ของเสีย    รวมถึงสารประเภทโลหะหนักที่ปะปนมากับวัสดุเหลือใช้และของเสียเหล่านี้ เมื่อสารเหล่านี้ตกค้างอยู่ในดิน ก็จะสามารถถ่ายทอดไปตามโซ่อาหารและเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์
ได้ เช่น  การใช้กากแบตเตอรี่มาถมถนน ทำให้ประชาชนได้รับสารตะกั่วซึ่งจะทำให้เป็นโรคอิไต-อิไตได้    หรือจากการที่โรงงานผลิตโซดาไฟกำจัดแก๊สคลอรีนที่เกิด โดยการใช้ปูนขาวแล้วทำให้เกิดผงฟอกขาว เมื่อถูกระบายลงสู่ดินทำให้ดินมีสมบัติเป็นกรด หรือดินเปรี้ยว เป็นผลทำให้
ดินเสื่อมสภาพไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกต่อไป
                    2.4 ขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล ตามแหล่งชุมชนต่างๆ มักจะทิ้งขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลลงสู่พื้นดิน ทำให้เกิดการสะสมของสารต่างๆ หากเป็นสารอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้ก็จะเกิดปัญหามีกลิ่นเหม็นรบกวนผู้อยู่ บริเวณนั้น นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคของสัตว์บางชนิด เช่น หนู แมลงสาบ แมลงวัน เป็นต้น หากเป็นสารที่สลายตัวยากหรือไม่สลายตัวเลย เช่น พลาสติก โฟม เศษแก้ว โลหะ เป็นต้น จะทำให้เกิดการสะสมทับถมในดิน ทำให้ดินดูดซึมน้ำไม่ดี ขัดขวางการไหลของน้ำทำให้เกิดน้ำท่วมขัง หากโลหะที่สะสมลงในดิน เป็นโลหะหนักพวก ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม จะปนเปื้อนลงในดิน ทำให้ดินมีคุณภาพต่ำลงและส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในดินจนกระทั่งมนุษย์หรือสัตว์อื่นในระบบนิเวศ จะทำให้ถ่ายทอดไปตามโซ่อาหารและไปยังสิ่งมีชีวิตรวมถึงมนุษย์ต่อได้ ดังตัวอย่างนี้
                   ตัวอย่าง การถ่ายทอดสารพิษและสารเคมีไปตามโซ่อาหารและสายใยอาหาร โดยเริ่มต้นจากผู้ผลิตซึ่งดูดซึมธาตุอาหารจากดินไปใช้ในการเจริญเติบโต สารพิษเหล่านี้ก็จะสะสมอยู่ในส่วนต่างๆของพืช เช่น ใบ ดอก ผล ราก และลำต้น เมื่อผู้บริโภคลำดับที่ 1 มาบริโภคส่วนต่างๆ ของพืชสารพิษก็จะถ่ายทอดไปสู่ผู้บริโภคนั้นและสะสมตามชั้นไขมันในผู้บริโภค ลำดับที่ 1 เมื่อผู้บริโภคลำดับถัดไปมากินต่อกันอีกเป็นทอดๆ สารพิษก็จะถ่ายทอดไปตามลำดับขั้นของการบริโภคเช่นกัน โดยพบว่าปริมาณสารพิษที่สะสมนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับขั้นในโซ่อาหาร หรือสายใยอาหารนอกจากนั้นดินที่ปนเปื้อนก็จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพของแหล่งน้ำ



                   
2.5 การดัดแปลงธรรมชาติ เช่น การตัดไม้ทำลายป่า ทำให้ผิวดินแห้ง พังทลายง่าย เพราะไม่มีพืชดูดซับความชื้นและยึดเหนี่ยวอนุภาคของเม็ดดินเอาไว้ การปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำๆ เป็นเวลานาน ทำให้ดินขาดธาตุอาหาร  ขาดความอุดมสมบูรณ์ ทำให้ไม่เหมาะสมกับการเพาะปลูก การเผาป่า   เผาวัชพืชในไร่นาทำให้เกิดการสูญเสียของธาตุอาหารในดิน     และยังเป็นการทำลายสิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์ต่อการปรับปรุงคุณภาพดิน การปลูกพืชโตเร็วที่ต้องการธาตุอาหารสูง เช่น ยูคาลิปตัส มันสำปะหลัง ทำให้ดินเสื่อมสภาพเร็ว การขุดหน้าดินไปขายทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์และอาจจะเกิดการพังทลายของดินได้






ปัญหาการเสื่อมโทรมของดิน

                                                         
   ปัญหาการเสื่อมโทรมของดิน

                   ดินเสื่อมโทรม     หมายถึง ดินที่มีสภาพเปลี่ยนไปจากเดิมและอยู่ในสภาพที่ไม่เอื้ออำนวยต่อผลผลิตทางการเกษตร    เนื่องจากคุณสมบัติทางด้านต่างๆของดินไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช เช่น สมบัติทางเคมีของดินมีสภาพเป็นกรดจัด  เค็มจัด ทางด้านกายภาพของดินสูญเสียโครงสร้างทำให้เกิดการอัดตัวแน่น ขาดความโปร่งพรุน   ความอุดมสมบูรณ์ หรือปริมาณธาตุอาหารพืชลดลงและอยู่ในสภาวะไม่สมดุล   กิจกรรมของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์เกิดขึ้นยาก     ปัญหาเหล่านี้เป็นอุปสรรคและข้อจำกัดที่ส่งผลกระทบให้ผลผลิตทางการเกษตรอยู่ในระดับต่ำ โดยมีสาเหตุดังนี้
                    1. ดินขาดความอุดมสมบูรณ์
                    สาเหตุสำคัญที่ทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ เช่น การเพาะปลูกพืชแบบซ้ำซาก การปลูกพืชติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยไม่บำรุงดิน จะทำให้ธาตุอาหารตามระดับความลึกของรากพืช    ถูกนำไปใช้มากจนดินเสื่อมความสมบูรณ์ การปลูกพืชทำลายดิน พืชบางชนิดเติบโตเร็ว ใช้ธาตุอาหารพืชจำนวนมากเพื่อสร้างผลผลิต   ทำให้ดินสูญเสียความสมบูรณ์ได้ง่าย   เช่น ยูคาลิปตัส  และมันสำปะหลัง ธาตุอาหารพืชถูกทำลาย หรืออยู่ในสภาพที่พืชใช้ประโยชน์น้อย เช่น เมื่อเกิดไฟไหม้ป่า ฮิวมัสจะถูกความร้อนทำลายได้ง่าย เกิดการพังทลายของดิน ทำให้ดินเสื่อมโทรมรุนแรงที่สุด   และเป็นปัญหาที่สำคัญที่จะต้องแก้ไข    เพื่อรักษาคุณภาพของดินให้เหมาะสม   และให้ใช้ประโยชน์ได้เป็นเวลานานๆ   การชะล้างพังทลายของดินเกิดจากการตกกระทบของฝนการกัดเซาะของน้ำไหลบ่า การกัดเซาะของคลื่น การพัดพาของลม ภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด หรือพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรของมนุษย์ เช่นการตัดไม้ทำลายป่าการเพาะปลูกไม่ถูกวิธี การปรับดินเพื่อปรับระดับดิน เป็นต้น


                    2. ดินทรายจัด
                    หมายถึง ดินที่มีเนื้อดินเป็นดินทรายหรือดินทรายปนดินร่วนเกิดเป็นชั้นหนามากกว่า 50 เซนติเมตร เนื้อดินประกอบด้วยเม็ดทรายล้วนๆ มีขนาดค่อนข้างหยาบ มีความโปร่งตัวน้ำไหลซึมผ่านลงไปในดินล่างได้สะดวก ไม่สามารถอุ้มน้ำหรือเก็บความชื้นไว้ในดินได้ ธาตุอาหารพืชถูกชะล้างไปได้ง่าย จึงทำให้มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ   ไม่เหมาะต่อการปลูกพืช    แต่ถ้าพื้นที่นั้นมีฝนตกชุกสามารถปลูกพืชที่มีความทนทานได้เช่น มะพร้าว มะม่วงหิมพานต์ มันสำปะหลัง และหญ้าเลี้ยงสัตว์
                    3. ดินตื้น
                    หมายถึงดินที่มีลูกรัง ศิลาแลง ก้อนกรวดหรือเศษหินเป็นจำนวนมากอยู่ในดินตื้นกว่า 50 เซนติเมตร หรือเป็นชั้นของหินแข็ง ที่กีดขวางการชอนไชของรากพืช ทำให้ปริมาณของเนื้อดินน้อยลง จนขาดแหล่งกักเก็บความชื้นและธาตุอาหารสำหรับพืช เป็นอุปสรรคไม่เหมาะสมกับการปลูกพืชเศรษฐกิจต่างๆ    ดินตื้นพบมากกว่าดินชนิดอื่น    คือ   มีรวมกันทุกภาคกว่า  50  ล้านไร่   ควรใช้เป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์    หรือปลูกไม้โตเร็วเพื่อเพิ่มเนื้อที่ป่า


                    4. ดินที่มีสมบัติไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก
                    ในบางพื้นที่สมบัติของดินมีการเปลี่ยนแปลงเช่น ดินกรด หรือดินเปรี้ยวจัด ดินเค็มหรือเกิดจากหินเกลือที่อยู่ใต้ดิน หรือดินที่มีน้ำทะเลท่วมขัง ดินเหล่านี้มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมต่อการปลูกพืช ดังนี้
                      4.1 ดินเค็ม   เป็นดินที่น้ำทะเลท่วมถึงหรือเป็นดินที่มีหินเกลืออยู่ใต้ดินทำให้ปริมาณเกลือละลายในดินมากเกินไปจนมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของพืช เนื่องจากทำให้พืชเกิดอาการขาดน้ำ และมีการสะสมไอออนที่เป็นพิษในพืชมากเกินไปนอกจากนี้ยังทำให้เกิดความไม่สมดุลของธาตุอาหารพืชด้วย ดินเค็มแต่ละประเภทมีสาเหตุการเกิด ชนิดของเกลือ การแพร่กระจาย ตามลักษณะสภาพพื้นที่ และตามลักษณะภูมิประเทศด้วย ดังนี้ ดินเค็มภาคตะวันออกเฉียงเหนือแหล่งเกลือมาจากหินเกลือใต้ดิน น้ำใต้ดินเค็มหรือหินทราย หินดินดานที่อมเกลืออยู่     ลักษณะอีกประการหนึ่งคือ ความเค็มจะไม่มีความสม่ำเสมอในพื้นที่เดียวกันและความเค็มจะแตกต่างกัน ระหว่างชั้นความลึกของดิน  ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล    ลักษณะของดินเค็มที่สังเกตได้   คือ   จะเห็นขุยเกลือขึ้นตามผิวดิน   และมักเป็นที่ว่างเปล่าไม่ได้ทำการเกษตร หรือมีวัชพืชทนเค็ม  เช่นหนามแดง หนามปี เป็นต้น ดินเค็มภาคกลางแหล่งเกลือเกิดจากตะกอนน้ำกร่อย หรือน้ำเค็มที่ทับถมมานานหรือเกิดจากน้ำใต้ดินเค็มทั้งที่อยู่ลึก   และอยู่ตื้นเมื่อน้ำใต้ดินไหลผ่านแหล่งเกลือแล้วเคลื่อนที่ไปสู่ดินไม่เค็มที่ อยู่ต่ำกว่าทำให้ดินบริเวณที่ต่ำกว่านั้นกลายเป็นดินเค็มทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ภูมิประเทศแต่ละแห่ง สาเหตุการเกิด      การแพร่กระจายออกมามากส่วนใหญ่เกิดจากมนุษย์โดยการสูบน้ำไปใช้มากเกิน ไปทำให้เกิดการทะลักของน้ำเค็มเข้าไปแทนที่  การชลประทาน การทำคลองชลประทานรวมทั้งการสร้างอ่างเก็บน้ำเพื่อใช้ในไร่นาบนพื้นที่ที่มีการทับถมของตะกอนน้ำเค็มหรือจากการขุดหน้าดินไปขายทำให้ตะกอนน้ำเค็มที่อยู่ลึกนั้น     กลายเป็นแหล่งแพร่กระจายเกลือได้      ดินเค็มชายทะเลสาเหตุการเกิดดินเค็มชายทะเลเนื่องมาจากการได้รับอิทธิพลจากการขึ้นลงของน้ำทะเลโดยตรงองค์ประกอบของเกลือในดินเค็มเกิดจากการรวมตัวของธาตุที่มีประจุบวกพวกโซเดียมแมกนีเซีแคลเซียม รวมกับธาตุที่ประจุลบ เช่น คลอไรด์ ซัลเฟต ไบคาร์บอเนต และคาร์บอเนต ดินเค็มที่เกิดในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ในรูปของเกลือโซเดียมคลอไรด์ ( NaCl) คล้ายคลึงกับดินเค็มชายทะเลแต่ดินเค็มชายทะเลมีแมกนีเชียมอยู่ในรูปคลอไรด์และซัลเฟตมากกว่าส่วนชนิดของเกลือในดินเค็มภาคกลางมีหลายรูปมีหลายแห่งที่ไม่ใช่เกลือโซเดียมคลอไรด์ แต่มักจะพบอยู่ในรูปของเกลือซัลเฟต คลอไรด์ ไบคาร์บอเนต หรือคาร์บอเนตของแมกนีเซียม แคลเซียม และโซเดียมสาเหตุการแพร่กระจายดินเค็มเกิดขึ้นจากการที่เกลือละลายน้ำได้ดีน้ำจึงเป็นตัวการหรือพาหนะในการพาเกลือไปสะสมในที่ต่าง ๆ ที่น้ำไหลผ่าน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดการแพร่กระจายดินเค็ม สาเหตุจากธรรมชาติหินหรือแร่ที่อมเกลืออยู่เมื่อสลายตัวหรือผุพังไป โดยกระบวนการทางเคมีและทางกายภาพ ก็จะปลดปล่อยเกลือต่างๆ ออกมาเกลือเหล่านี้อาจสะสมอยู่กับที่หรือเคลื่อนตัวไปกับน้ำแล้วซึมลงสู่ชั้นล่างหรือซึมกลับมาบนผิวดินได้โดยการระเหยของน้ำไป โดยแสงแดดหรือถูกพืชนำไปใช้ น้ำใต้ดินเค็มที่อยู่ระดับใกล้ผิวดินเมื่อน้ำนี้ซึมขึ้นบนดิน ก็จะนำเกลือขึ้นมาด้วยภายหลังจากที่น้ำระเหยแห้งไปแล้วก็จะทำให้มีเกลือ เหลือสะสมอยู่บนผิวดินและที่ลุ่มที่เป็นแหล่งรวมของน้ำน้ำเหล่านี้ส่วนมากจะมีเกลือละลายอยู่เพียงเล็กน้อยก็ได้นานๆเข้าก็เกิดการสะสมของเกลือโดยการระเหยของน้ำพื้นที่แห่งนั้นอาจเป็นหนองน้ำหรือทะเลสาบเก่าก็ได้    สาเหตุจากการกระทำของมนุษย์การทำนาเกลือ   ทั้งวิธีการสูบน้ำเค็มขึ้นมาตากหรือวิธีการขูดคราบเกลือจากผิวดินมาต้ม เกลือที่อยู่ในน้ำทิ้งจะมีปริมาณมากพอที่จะทำให้พื้นที่บริเวณใกล้เคียงกลาย เป็นพื้นที่ดินเค็มหรือแหล่งน้ำเค็ม การสร้างอ่างเก็บน้ำบนพื้นที่ดินเค็มหรือมีน้ำใต้ดินเค็ม  ทำให้เกิดการยกระดับของน้ำใต้ดินขึ้นมาทำให้พื้นที่โดยรอบและบริเวณใกล้ เคียงเกิดเป็นพื้นที่ดินเค็มได้ การชลประทานที่ขาดการวางแผนในเรื่องผลกระทบของดินเค็มมักก่อให้เกิดปัญหาต่อ พื้นที่ซึ่งใช้ประโยชน์จากระบบชลประทานนั้นๆ การตัดไม้ทำลายป่า ทำให้สภาพการรับน้ำของพื้นที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดปัญหาตามมาอย่างมากมายจากสภาพทางอุทกธรณีของน้ำเปลี่ยนแปลงไป แทนที่พืชจะใช้ประโยชน์กลับไหลลงไปในระบบส่งน้ำใต้ดินทำให้เกิดปัญหาดินเค็ม


                    4.2 ดินเป็นกรดจัดหรือดินเปรี้ยว   ดินเปรี้ยวเป็นดินที่มีความเป็นกรดมาก มีค่า pH   ต่ำกว่า 4.5   มีพื้นที่ประมาณ 9 ล้านไร่ เป็นที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลแถบกรุงเทพมหานครสมุทรปราการ   นครนายก   ปทุมธานี   พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี และนครปฐม 6 ล้านไร่ ที่เหลือพบในภาคตะวันออกและภาคใต้ มักมีสารประกอบของไพไรต์ ( pyrite) ผสมอยู่มาก เมื่อระบายน้ำ หรือทำให้ดินแห้ง และอากาศถ่ายเทดี ก็จะเปลี่ยนสภาพเป็นกรดกำมะถันสะสมในชั้นหน้าตัดของดิน ดินที่มีความเป็นกรดสูง ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ขาดธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการ
เจริญเติบโตของพืชอย่างรุนแรง เช่น ขาดธาตุฟอสฟอรัส ไนโตรเจน และยังขาดธาตุอาหารบางชนิดเกินความจำเป็นซึ่งส่งผลร้ายหรือเป็นอันตรายต่อการเจริญเติบโตของพืช เช่น ธาตุเหล็ก อะลูมิเนียม เป็นต้น
                    5 . ดินอินทรีย์ หรือดินพรุ
                    หมายถึงดินที่เกิดจากการสลายตัว เน่าเปื่อยผุพังทับถมกันเป็นชั้นหนาตั้งแต่ 40 เซนติเมตร ไปจนถึงมีความหนาประมาณ 10 เมตรนับพันปีของพืชพรรณต่างๆ   ตามที่ลุ่มมีน้ำขัง     ซากพืชที่เกิดจากการทับถมนี้จะมีสีน้ำตาลแดงเข้ม หรือสีน้ำตาลคล้ำจนถึงดำ    มีอินทรีย์วัตถุเป็นองค์ประกอบอยู่มากกว่าร้อยละ 20 ดินชั้นล่างเป็นดินเหนียวมีสภาพเป็นกรดจัด สำหรับคำว่า พรุ จะหมายถึงบริเวณที่ลุ่มมีน้ำขังอยู่ตลอดปี มีพืชพรรณขึ้นอยู่และตายทับถมกันเป็นเวลานานหลายพันปี เกิดเป็นชั้นดินที่มีอินทรีย์วัตถุล้วนๆ ความหนาของชั้นดินไม่แน่นอน แต่ใจกลางพรุจะหนามากที่สุด
                    6. ดินที่ลาดชันมาก
                    จะชันมากกว่าร้อยละ 35 มีประมาณ 100 ล้านไร่ มักเป็นภูเขาซึ่งไม่เหมาะต่อการทำการเกษตร (ปกติพื้นที่ที่ลาดชันเกินร้อยละ 15 จะไม่ใช้ปลูกพืชเพราะดินจะพังได้ง่าย และไม่สะดวกต่อการปฏิบัติงาน)


                    7. มลพิษในดิน
                    หมายถึงมลภาวะที่ดินได้รับสารปนเปื้อนในปริมาณที่ มากกว่าอัตราการสลายตัวหรือการเสื่อมฤทธิ์ของสารนั้น จนทำให้เกิดการสะสมของสารพิษ หรือเชื้อโรคต่างๆ    จากการทิ้งของเสีย    ขยะที่มีสารพิษ   การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช การใช้ปุ๋ยเคมี   เพื่อเร่งการเจริญเติบโตหรือเพิ่มผลผลิต และสารกัมมันตรังสีจากการทดลอง หรือจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อการเจริญเติบโตและการเจริญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศน์นี้   ในประเทศไทยมีดินที่ต้องการดูแล   ป้องกันและรักษาไว้มีจำนวนมากถึง  134.54 ล้านไร่   หรือเท่ากับ 41.95%
ของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศ


วิธีปรับปรุงและอนุรักษ์ดิน

                                                       
 วิธีปรับปรุงและอนุรักษ์ดิน

          การอนุรักษ์ดิน หมายถึง การใช้ประโยชน์จากดินอย่างชาญฉลาด ซึ่งจำเป็นจะต้องคำนึงถึงเรื่องดังต่อไปนี้ คือ
          1. ลดการกัดเซาะหรือป้องกันการพังทลายของดิน
          2. รักษาปริมาณธาตุอาหารในดินให้คงความอุดมสมบูรณ์อยู่เสมอ

          3. รักษาระดับอินทรียวัตถุ และคุณสมบัติของดินในทุกๆ ด้าน เพราะการปรับปรุงให้กลับคืนมาจากการสูญเสียไปนั้น จะต้องใช้เวลาอันยาวนาน และเสียค่าใช้จ่ายสูงกว่าการป้องกันโดยวิธีการอนุรักษ์เป็นอันมาก


          วิธีการพิเศษในการอนุรักษ์ดิน 
     สำหรับวิธีการพิเศษในการอนุรักษ์ดิน ตามหลักการอนุรักษ์ ได้แก่
     
1. การปลูกพืชคลุมดิน หมายถึง การปลูกพืชที่มีใบหนาแน่น หรือมีระบบรากลึกและแน่นเพื่อคลุมและยึดดิน เช่น พืชตระกูลถั่ว และหญ้า เป็นต้น
     2. การปลูกพืชหมุนเวียน หมายถึง การปลูกพืชต่างชนิดกันบนพื้นที่เดียวกันโดยหมุนเวียนเปลี่ยนไป นอกจากนี้การเลือกชนิดพืชที่จะนำมาปลูก ควรพิจารณาเลือกพืชที่มีความต้องการแร่ต่างกัน รวมทั้งเลือกปลูกพืชแต่ละชนิดที่มีระบบรากลึกและรากตื้นสลับกัน และไม่ควรปลูกพืชวงศ์เดียวกัน เพราะจะมีศัตรูพืชคล้ายกัน
     3. การคลุมดิน หมายถึง การนำเอาวัสดุใดๆ  เช่น หญ้าแห้ง ขี้เลื่อย ไปคลุมไว้บนดินเพื่อป้องกันการกัดเซาะ และลดแรงปะทะของเม็ดฝนและแรงลม ทำให้ดินเพิ่มความสามารถในการรักษาความชื้น และลดการไหลบ่าของน้ำ อันจะช่วยลดการสูญเสียธาตุอาหารในดิน
     4. การปลูกพืชตามแนวระดับ หมายถึง การไถ พรวน หว่าน และเก็บเกี่ยวพืชผลขนานไปตามแนวระดับ เพื่อลดการพังทลายของดิน
          5. การปลูกพืชสลับเป็นแถบ หมายถึง การปลูกพืชต่างชนิดกันสลับเป็นแถบๆ ขวางความลาดชันของพื้นที่ หรือตามแนวระดับ
           6. การทำขั้นบันได เพื่อช่วยลดความลาดเทและความเร็วของน้ำที่ไหลบ่า ทำให้ปริมาณการสูญเสียเนื้อดินน้อยลง ป้องกันการเกิดร่องน้ำและช่วยให้ดินเก็บความชื้นได้มากขึ้น



          วิธีการรักษาหรือเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน
          วิธีการรักษาหรือเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินทำได้ดังนี้
           1. เพิ่มอินทรียวัตถุ เศษเหลือจากพืช เช่น หญ้าแห้ง กิ่งไม้ใบไม้ และปุ๋ยพืชสด รวมทั้งเศษเหลือจากสัตว์ อินทรียวัตถุเหล่านี้จะไปช่วยทำให้คุณสมบัติทางฟิสิกส์ของดินดีขึ้น ทำให้ดินร่วนซุยสามารถดูดซับน้ำได้มากขึ้น ส่วนจุลินทรีย์ในดินจะช่วยให้อินทรียวัตถุต่างๆ เหล่านี้สลายตัวเป็นธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์แก่พืชต่อไป
            2. การเพิ่มปุ๋ยพืชสด โดยการไถพรวนพืชสดๆ ทับลงไปในดิน ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มแร่ธาตุจากพืชสดเพื่อเป็นอาหารแก่ดิน
             3. การใช้ซากและเศษเหลือจากสัตว์ ซึ่งประกอบด้วยธาตุต่างๆ ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ซัลเฟอร์ เป็นต้น อันจะช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินให้ดีขึ้น
             4. การใช้ระบบการปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อช่วยให้ดินคงความอุดมสมบูรณ์อยู่ได้
             5. การใช้ปูนขาว เพื่อให้ธาตุแคลเซียมซึ่งเป็นอาหารชนิดหนึ่งที่จำเป็นต่อพืช และยังเป็นตัวช่วยลดความเป็นกรดและปรับปรุงคุณสมบัติอื่นๆ ของดินได้ดีอีกด้วย
             6. การรักษาธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม ในดิน การรักษาธาตุไนโตรเจนในดิน ทำได้โดยการปลูกพืชตระกูลถั่วไว้คอยตรึงไนโตรเจนจากอากาศ และทำการไถพรวนเป็นปุ๋ยพืชสด อันจะช่วยเพิ่มไนโตรเจนให้แก่ดินได้อย่างดี ส่วนฟอสฟอรัส พืชมักจะใช้ในรูปของซูเปอร์ฟอสเฟต สำหรับโพแทสเซียมรักษาให้คงอยู่ได้ ด้วยการปลูกพืชให้ถูกต้องตามหลักการอนุรักษ์ เพื่อป้องกันการชะล้าง และควรใช้ปุ๋ยที่ให้โพแทสเซียมโดยตรง



             การจัดการทรัพยากรที่ดิน
             การจัดการทรัพยากรที่ดินให้เหมาะสมเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ยั่งยืนต่อไป ได้แก่
             1. วางแผนการใช้ที่ดินให้เหมาะสมกับสมรรถนะของที่ดิน สภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และสภาวะแวดล้อม เพื่อควบคุมและแก้ไขปัญหาการใช้ที่ดินให้เป็นไปอย่างประหยัด โดยให้เกิดประโยชน์ต่อหน่วยพื้นที่สูงสุด และสามารถรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินให้ตลอดไป
              2. ศึกษาการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อกิจกรรมต่างๆ และจัดทำแผนที่แสดงขอบเขตการใช้ที่ดินประเภทต่างๆ ในระดับจังหวัดทั่วประเทศ ให้เป็นไปอย่างเหมาะสมตามหลักวิชาการ เช่น เขตอุตสาหกรรม เขตเกษตรกรรม เขตชุมชนเมือง และเขตสถานที่ราชการ เป็นต้น เพื่อส่งเสริมและควบคุมการใช้ที่ดินแต่ละประเภทให้สอดคล้องกับการกำหนดเขต โดยเฉพาะจะช่วยให้การคุ้มครองพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการเกษตรกรรมไว้เป็นแหล่งผลิตที่ถาวรของประเทศตลอดไป และเท่ากับเป็นการป้องกันมิให้มีการนำที่ดินไปใช้อย่างผิดประเภท อันจะช่วยให้การใช้ที่ดินของประเทศโดยส่วนรวมเป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม ตลอดจนจะช่วยรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมไว้ด้วย
               3. ดำเนินการอนุรักษ์ดินและน้ำโดยเฉพาะในพื้นที่สูง หรือพื้นที่ที่มีความลาดชันให้เป็นไปตามหลักวิชาการ ตลอดจนสงวนและคุ้มครองบำรุงรักษาที่ดินที่เหมาะสมทางการเกษตรให้คงความอุดมสมบูรณ์ตลอดไป