วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556

ปัญหาการเสื่อมโทรมของดิน

                                                         
   ปัญหาการเสื่อมโทรมของดิน

                   ดินเสื่อมโทรม     หมายถึง ดินที่มีสภาพเปลี่ยนไปจากเดิมและอยู่ในสภาพที่ไม่เอื้ออำนวยต่อผลผลิตทางการเกษตร    เนื่องจากคุณสมบัติทางด้านต่างๆของดินไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช เช่น สมบัติทางเคมีของดินมีสภาพเป็นกรดจัด  เค็มจัด ทางด้านกายภาพของดินสูญเสียโครงสร้างทำให้เกิดการอัดตัวแน่น ขาดความโปร่งพรุน   ความอุดมสมบูรณ์ หรือปริมาณธาตุอาหารพืชลดลงและอยู่ในสภาวะไม่สมดุล   กิจกรรมของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์เกิดขึ้นยาก     ปัญหาเหล่านี้เป็นอุปสรรคและข้อจำกัดที่ส่งผลกระทบให้ผลผลิตทางการเกษตรอยู่ในระดับต่ำ โดยมีสาเหตุดังนี้
                    1. ดินขาดความอุดมสมบูรณ์
                    สาเหตุสำคัญที่ทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ เช่น การเพาะปลูกพืชแบบซ้ำซาก การปลูกพืชติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยไม่บำรุงดิน จะทำให้ธาตุอาหารตามระดับความลึกของรากพืช    ถูกนำไปใช้มากจนดินเสื่อมความสมบูรณ์ การปลูกพืชทำลายดิน พืชบางชนิดเติบโตเร็ว ใช้ธาตุอาหารพืชจำนวนมากเพื่อสร้างผลผลิต   ทำให้ดินสูญเสียความสมบูรณ์ได้ง่าย   เช่น ยูคาลิปตัส  และมันสำปะหลัง ธาตุอาหารพืชถูกทำลาย หรืออยู่ในสภาพที่พืชใช้ประโยชน์น้อย เช่น เมื่อเกิดไฟไหม้ป่า ฮิวมัสจะถูกความร้อนทำลายได้ง่าย เกิดการพังทลายของดิน ทำให้ดินเสื่อมโทรมรุนแรงที่สุด   และเป็นปัญหาที่สำคัญที่จะต้องแก้ไข    เพื่อรักษาคุณภาพของดินให้เหมาะสม   และให้ใช้ประโยชน์ได้เป็นเวลานานๆ   การชะล้างพังทลายของดินเกิดจากการตกกระทบของฝนการกัดเซาะของน้ำไหลบ่า การกัดเซาะของคลื่น การพัดพาของลม ภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด หรือพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรของมนุษย์ เช่นการตัดไม้ทำลายป่าการเพาะปลูกไม่ถูกวิธี การปรับดินเพื่อปรับระดับดิน เป็นต้น


                    2. ดินทรายจัด
                    หมายถึง ดินที่มีเนื้อดินเป็นดินทรายหรือดินทรายปนดินร่วนเกิดเป็นชั้นหนามากกว่า 50 เซนติเมตร เนื้อดินประกอบด้วยเม็ดทรายล้วนๆ มีขนาดค่อนข้างหยาบ มีความโปร่งตัวน้ำไหลซึมผ่านลงไปในดินล่างได้สะดวก ไม่สามารถอุ้มน้ำหรือเก็บความชื้นไว้ในดินได้ ธาตุอาหารพืชถูกชะล้างไปได้ง่าย จึงทำให้มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ   ไม่เหมาะต่อการปลูกพืช    แต่ถ้าพื้นที่นั้นมีฝนตกชุกสามารถปลูกพืชที่มีความทนทานได้เช่น มะพร้าว มะม่วงหิมพานต์ มันสำปะหลัง และหญ้าเลี้ยงสัตว์
                    3. ดินตื้น
                    หมายถึงดินที่มีลูกรัง ศิลาแลง ก้อนกรวดหรือเศษหินเป็นจำนวนมากอยู่ในดินตื้นกว่า 50 เซนติเมตร หรือเป็นชั้นของหินแข็ง ที่กีดขวางการชอนไชของรากพืช ทำให้ปริมาณของเนื้อดินน้อยลง จนขาดแหล่งกักเก็บความชื้นและธาตุอาหารสำหรับพืช เป็นอุปสรรคไม่เหมาะสมกับการปลูกพืชเศรษฐกิจต่างๆ    ดินตื้นพบมากกว่าดินชนิดอื่น    คือ   มีรวมกันทุกภาคกว่า  50  ล้านไร่   ควรใช้เป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์    หรือปลูกไม้โตเร็วเพื่อเพิ่มเนื้อที่ป่า


                    4. ดินที่มีสมบัติไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก
                    ในบางพื้นที่สมบัติของดินมีการเปลี่ยนแปลงเช่น ดินกรด หรือดินเปรี้ยวจัด ดินเค็มหรือเกิดจากหินเกลือที่อยู่ใต้ดิน หรือดินที่มีน้ำทะเลท่วมขัง ดินเหล่านี้มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมต่อการปลูกพืช ดังนี้
                      4.1 ดินเค็ม   เป็นดินที่น้ำทะเลท่วมถึงหรือเป็นดินที่มีหินเกลืออยู่ใต้ดินทำให้ปริมาณเกลือละลายในดินมากเกินไปจนมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของพืช เนื่องจากทำให้พืชเกิดอาการขาดน้ำ และมีการสะสมไอออนที่เป็นพิษในพืชมากเกินไปนอกจากนี้ยังทำให้เกิดความไม่สมดุลของธาตุอาหารพืชด้วย ดินเค็มแต่ละประเภทมีสาเหตุการเกิด ชนิดของเกลือ การแพร่กระจาย ตามลักษณะสภาพพื้นที่ และตามลักษณะภูมิประเทศด้วย ดังนี้ ดินเค็มภาคตะวันออกเฉียงเหนือแหล่งเกลือมาจากหินเกลือใต้ดิน น้ำใต้ดินเค็มหรือหินทราย หินดินดานที่อมเกลืออยู่     ลักษณะอีกประการหนึ่งคือ ความเค็มจะไม่มีความสม่ำเสมอในพื้นที่เดียวกันและความเค็มจะแตกต่างกัน ระหว่างชั้นความลึกของดิน  ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล    ลักษณะของดินเค็มที่สังเกตได้   คือ   จะเห็นขุยเกลือขึ้นตามผิวดิน   และมักเป็นที่ว่างเปล่าไม่ได้ทำการเกษตร หรือมีวัชพืชทนเค็ม  เช่นหนามแดง หนามปี เป็นต้น ดินเค็มภาคกลางแหล่งเกลือเกิดจากตะกอนน้ำกร่อย หรือน้ำเค็มที่ทับถมมานานหรือเกิดจากน้ำใต้ดินเค็มทั้งที่อยู่ลึก   และอยู่ตื้นเมื่อน้ำใต้ดินไหลผ่านแหล่งเกลือแล้วเคลื่อนที่ไปสู่ดินไม่เค็มที่ อยู่ต่ำกว่าทำให้ดินบริเวณที่ต่ำกว่านั้นกลายเป็นดินเค็มทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ภูมิประเทศแต่ละแห่ง สาเหตุการเกิด      การแพร่กระจายออกมามากส่วนใหญ่เกิดจากมนุษย์โดยการสูบน้ำไปใช้มากเกิน ไปทำให้เกิดการทะลักของน้ำเค็มเข้าไปแทนที่  การชลประทาน การทำคลองชลประทานรวมทั้งการสร้างอ่างเก็บน้ำเพื่อใช้ในไร่นาบนพื้นที่ที่มีการทับถมของตะกอนน้ำเค็มหรือจากการขุดหน้าดินไปขายทำให้ตะกอนน้ำเค็มที่อยู่ลึกนั้น     กลายเป็นแหล่งแพร่กระจายเกลือได้      ดินเค็มชายทะเลสาเหตุการเกิดดินเค็มชายทะเลเนื่องมาจากการได้รับอิทธิพลจากการขึ้นลงของน้ำทะเลโดยตรงองค์ประกอบของเกลือในดินเค็มเกิดจากการรวมตัวของธาตุที่มีประจุบวกพวกโซเดียมแมกนีเซีแคลเซียม รวมกับธาตุที่ประจุลบ เช่น คลอไรด์ ซัลเฟต ไบคาร์บอเนต และคาร์บอเนต ดินเค็มที่เกิดในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ในรูปของเกลือโซเดียมคลอไรด์ ( NaCl) คล้ายคลึงกับดินเค็มชายทะเลแต่ดินเค็มชายทะเลมีแมกนีเชียมอยู่ในรูปคลอไรด์และซัลเฟตมากกว่าส่วนชนิดของเกลือในดินเค็มภาคกลางมีหลายรูปมีหลายแห่งที่ไม่ใช่เกลือโซเดียมคลอไรด์ แต่มักจะพบอยู่ในรูปของเกลือซัลเฟต คลอไรด์ ไบคาร์บอเนต หรือคาร์บอเนตของแมกนีเซียม แคลเซียม และโซเดียมสาเหตุการแพร่กระจายดินเค็มเกิดขึ้นจากการที่เกลือละลายน้ำได้ดีน้ำจึงเป็นตัวการหรือพาหนะในการพาเกลือไปสะสมในที่ต่าง ๆ ที่น้ำไหลผ่าน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดการแพร่กระจายดินเค็ม สาเหตุจากธรรมชาติหินหรือแร่ที่อมเกลืออยู่เมื่อสลายตัวหรือผุพังไป โดยกระบวนการทางเคมีและทางกายภาพ ก็จะปลดปล่อยเกลือต่างๆ ออกมาเกลือเหล่านี้อาจสะสมอยู่กับที่หรือเคลื่อนตัวไปกับน้ำแล้วซึมลงสู่ชั้นล่างหรือซึมกลับมาบนผิวดินได้โดยการระเหยของน้ำไป โดยแสงแดดหรือถูกพืชนำไปใช้ น้ำใต้ดินเค็มที่อยู่ระดับใกล้ผิวดินเมื่อน้ำนี้ซึมขึ้นบนดิน ก็จะนำเกลือขึ้นมาด้วยภายหลังจากที่น้ำระเหยแห้งไปแล้วก็จะทำให้มีเกลือ เหลือสะสมอยู่บนผิวดินและที่ลุ่มที่เป็นแหล่งรวมของน้ำน้ำเหล่านี้ส่วนมากจะมีเกลือละลายอยู่เพียงเล็กน้อยก็ได้นานๆเข้าก็เกิดการสะสมของเกลือโดยการระเหยของน้ำพื้นที่แห่งนั้นอาจเป็นหนองน้ำหรือทะเลสาบเก่าก็ได้    สาเหตุจากการกระทำของมนุษย์การทำนาเกลือ   ทั้งวิธีการสูบน้ำเค็มขึ้นมาตากหรือวิธีการขูดคราบเกลือจากผิวดินมาต้ม เกลือที่อยู่ในน้ำทิ้งจะมีปริมาณมากพอที่จะทำให้พื้นที่บริเวณใกล้เคียงกลาย เป็นพื้นที่ดินเค็มหรือแหล่งน้ำเค็ม การสร้างอ่างเก็บน้ำบนพื้นที่ดินเค็มหรือมีน้ำใต้ดินเค็ม  ทำให้เกิดการยกระดับของน้ำใต้ดินขึ้นมาทำให้พื้นที่โดยรอบและบริเวณใกล้ เคียงเกิดเป็นพื้นที่ดินเค็มได้ การชลประทานที่ขาดการวางแผนในเรื่องผลกระทบของดินเค็มมักก่อให้เกิดปัญหาต่อ พื้นที่ซึ่งใช้ประโยชน์จากระบบชลประทานนั้นๆ การตัดไม้ทำลายป่า ทำให้สภาพการรับน้ำของพื้นที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดปัญหาตามมาอย่างมากมายจากสภาพทางอุทกธรณีของน้ำเปลี่ยนแปลงไป แทนที่พืชจะใช้ประโยชน์กลับไหลลงไปในระบบส่งน้ำใต้ดินทำให้เกิดปัญหาดินเค็ม


                    4.2 ดินเป็นกรดจัดหรือดินเปรี้ยว   ดินเปรี้ยวเป็นดินที่มีความเป็นกรดมาก มีค่า pH   ต่ำกว่า 4.5   มีพื้นที่ประมาณ 9 ล้านไร่ เป็นที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลแถบกรุงเทพมหานครสมุทรปราการ   นครนายก   ปทุมธานี   พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี และนครปฐม 6 ล้านไร่ ที่เหลือพบในภาคตะวันออกและภาคใต้ มักมีสารประกอบของไพไรต์ ( pyrite) ผสมอยู่มาก เมื่อระบายน้ำ หรือทำให้ดินแห้ง และอากาศถ่ายเทดี ก็จะเปลี่ยนสภาพเป็นกรดกำมะถันสะสมในชั้นหน้าตัดของดิน ดินที่มีความเป็นกรดสูง ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ขาดธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการ
เจริญเติบโตของพืชอย่างรุนแรง เช่น ขาดธาตุฟอสฟอรัส ไนโตรเจน และยังขาดธาตุอาหารบางชนิดเกินความจำเป็นซึ่งส่งผลร้ายหรือเป็นอันตรายต่อการเจริญเติบโตของพืช เช่น ธาตุเหล็ก อะลูมิเนียม เป็นต้น
                    5 . ดินอินทรีย์ หรือดินพรุ
                    หมายถึงดินที่เกิดจากการสลายตัว เน่าเปื่อยผุพังทับถมกันเป็นชั้นหนาตั้งแต่ 40 เซนติเมตร ไปจนถึงมีความหนาประมาณ 10 เมตรนับพันปีของพืชพรรณต่างๆ   ตามที่ลุ่มมีน้ำขัง     ซากพืชที่เกิดจากการทับถมนี้จะมีสีน้ำตาลแดงเข้ม หรือสีน้ำตาลคล้ำจนถึงดำ    มีอินทรีย์วัตถุเป็นองค์ประกอบอยู่มากกว่าร้อยละ 20 ดินชั้นล่างเป็นดินเหนียวมีสภาพเป็นกรดจัด สำหรับคำว่า พรุ จะหมายถึงบริเวณที่ลุ่มมีน้ำขังอยู่ตลอดปี มีพืชพรรณขึ้นอยู่และตายทับถมกันเป็นเวลานานหลายพันปี เกิดเป็นชั้นดินที่มีอินทรีย์วัตถุล้วนๆ ความหนาของชั้นดินไม่แน่นอน แต่ใจกลางพรุจะหนามากที่สุด
                    6. ดินที่ลาดชันมาก
                    จะชันมากกว่าร้อยละ 35 มีประมาณ 100 ล้านไร่ มักเป็นภูเขาซึ่งไม่เหมาะต่อการทำการเกษตร (ปกติพื้นที่ที่ลาดชันเกินร้อยละ 15 จะไม่ใช้ปลูกพืชเพราะดินจะพังได้ง่าย และไม่สะดวกต่อการปฏิบัติงาน)


                    7. มลพิษในดิน
                    หมายถึงมลภาวะที่ดินได้รับสารปนเปื้อนในปริมาณที่ มากกว่าอัตราการสลายตัวหรือการเสื่อมฤทธิ์ของสารนั้น จนทำให้เกิดการสะสมของสารพิษ หรือเชื้อโรคต่างๆ    จากการทิ้งของเสีย    ขยะที่มีสารพิษ   การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช การใช้ปุ๋ยเคมี   เพื่อเร่งการเจริญเติบโตหรือเพิ่มผลผลิต และสารกัมมันตรังสีจากการทดลอง หรือจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อการเจริญเติบโตและการเจริญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศน์นี้   ในประเทศไทยมีดินที่ต้องการดูแล   ป้องกันและรักษาไว้มีจำนวนมากถึง  134.54 ล้านไร่   หรือเท่ากับ 41.95%
ของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น