วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556

สาเหตุของมลพิษทางดิน

                                                                             
 สาเหตุของมลพิษทางดิน 

                     1. เกิดจากธรรมชาติ
                     โดยทั่วไปการเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ   เช่น   พายุ น้ำท่วม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด การเกิดคลื่นสึนามิ เป็นต้นนั้น มักจะทำให้เกิดการพังทลายของดินอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมีผลทำให้เกิดการกัดเซาะของน้ำ การพัดพาของลม รวมถึงภัยธรรมชาติอื่นๆ ทำให้เกิดการทับถมของแร่ธาตุและอินทรีย์สารในบริเวณต่างๆ ตลอดเวลา ทำให้องค์ประกอบของดินในแต่ละบริเวณมีความแตกต่างกันถ้าบริเวณใดดินมีสมบัติเป็นกรดก็จะทำให้ดินเปรี้ยว พบมากในบริเวณภาคกลางของประเทศไทย ส่วนบริเวณที่มีหินเกลือสะสมอยู่ในดิน หรืออยู่ในบริเวณที่มีน้ำทะเลท่วมขังก็จะทำให้ดินมีสภาพเป็นดินเค็ม พบมากในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และดินบริเวณชายฝั่งทะเล
                     มลพิษทางดินที่เกิดจากธรรมชาติ ยังอาจจะเกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในดิน เช่น แบคทีเรีย ไวรัส พยาธิ   ซึ่งมีผลทำให้เกิดโรคในพืชรวมถึงสัตว์ที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นด้วย



                    2. เกิดจากมนุษย์
                   
การทิ้งสิ่งของต่างๆลงในดิน เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการสะสมของสารเคมีและสารพิษ ในดิน ทำให้คุณสมบัติของดินเปลี่ยนไป ดังนี้
                    2.1 การใช้สารเคมีทางการเกษตร เช่น ปุ๋ย และยาปราบศัตรูพืช สารเหล่านี้เมื่อใช้ในระยะเวลานานจะมีสารตกค้างในดิน ซึ่งบางชนิดสามารถย่อยสลายได้ บางชนิดย่อยสลายไม่ได้ ทำให้สารพิษสามารถถ่ายทอดไปตามห่วงโซ่อาหาร
                    2.2.1 ปุ๋ยเคมี เป็นสารสังเคราะห์ที่ช่วยในการปรับสภาพของดิน โดยช่วยเพิ่มแร่ธาตุในดิน แต่ถ้าใช้เป็นเวลานานจะทำให้เกิดมลพิษทางดินได้ เช่น การใช้ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต เมื่อละลายน้ำจะถูกแบคทีเรียเปลี่ยนเป็นไนเทรต และจะเกิดแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์   ซึ่งเป็นอันตรายต่อระบบหายใจของพืช ปุ๋ยแอมโมเนียมคลอไรด์ เมื่อแตกตัวจะได้คลอไรด์ไอออน ( Cl - ) ซึ่งถ้ารวมตัวกับ Na , Ca หรือ Mg จะกลายเป็น โซเดียมคลอไรด์ , แคลเซียมคลอไรด์ และ แมกนีเซียมคลอไรด์ ทำให้ดินมีสภาพไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช
                   
2.2.2 ยาปราบศัตรูพืช สารเคมีที่ใช้ปราบแมลงศัตรูพืชบางชนิดสามารถย่อยสลาย ได้ยาก จึงสะสมตกค้างอยู่ในดินส่งผลให้เกิดผลเสียต่อระบบนิเวศได้เช่น สารประเภทคลอริเนเตตไฮโดรคาร์บอน ( chlorinated hydrocarbon ) เป็นสารที่มีพิษและตกค้างอยู่ในดินเป็นเวลานานมาก ได้แก่  ดีดีที( DDT : dichloro – diphenyl - trichloroethane ) ใช้เวลาสลายตัวนานถึง 4-30 ปี อัลดริน ( aldrin ) ใช้เวลาในการสลายตัวนาน 1-6 ปี และ ดีลดริน ( dieldrin ) ใช้เวลาในการสลายนานถึง 2 – 25 ปีสารประเภท ออร์แกโนไทโอฟอสเฟต ( organothiophosphate ) เป็นสารพิษที่รุนแรง แต่สามารถสลายตัวได้อย่างรวดเร็วในเวลาเพียง 2-24 ชั่วโมง ได้แก่ สารพาราไธออน ( parathion ) มาลาไธออน ( marathion )เป็นต้น หากสารเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย คลื่นไส้ น้ำลายฟูมปาก ตาพร่า ปวดศีรษะ ชักหมดสติ หรืออาจจะทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตก็ได้ นอกจากนี้ยังมีสารประเภทพาราควอท ( paraquat ) เป็นสารที่ใช้กำจัดวัชพืช สารนี้เมื่อได้รับแสงจะสลายตัว หากเข้าไปในร่างกายของมนุษย์จะทำให้เกิดอาการท้องเสีย อาเจียน นอกจากนี้ยังเกิดอันตรายต่อตับ ไต ลำไส้ และระบบหายใจ

                    2.2  สารกัมมันตรังสี ตามเครื่องมือทางการแพทย์ การเกษตร การอุตสาหกรรมใน การทดลองระเบิดปรมาณู เป็นอันตรายมาก และสามารถถ่ายทอดไปตามห่วงโซ่อาหารได้เพราะกากกัมมันตรังสีอาจจะปะปนอยู่ใน แหล่งน้ำ ในดิน และในอากาศ ทำให้เกิดอันตรายต่อพืช สัตว์ และมนุษย์ได้
                    2.3 สารเคมีจากโรงงานอุตสาหกรรม    เกิดจากการที่โรงงานอุตสาหกรรมนำวัสดุเหลือใช้ของเสีย    รวมถึงสารประเภทโลหะหนักที่ปะปนมากับวัสดุเหลือใช้และของเสียเหล่านี้ เมื่อสารเหล่านี้ตกค้างอยู่ในดิน ก็จะสามารถถ่ายทอดไปตามโซ่อาหารและเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์
ได้ เช่น  การใช้กากแบตเตอรี่มาถมถนน ทำให้ประชาชนได้รับสารตะกั่วซึ่งจะทำให้เป็นโรคอิไต-อิไตได้    หรือจากการที่โรงงานผลิตโซดาไฟกำจัดแก๊สคลอรีนที่เกิด โดยการใช้ปูนขาวแล้วทำให้เกิดผงฟอกขาว เมื่อถูกระบายลงสู่ดินทำให้ดินมีสมบัติเป็นกรด หรือดินเปรี้ยว เป็นผลทำให้
ดินเสื่อมสภาพไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกต่อไป
                    2.4 ขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล ตามแหล่งชุมชนต่างๆ มักจะทิ้งขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลลงสู่พื้นดิน ทำให้เกิดการสะสมของสารต่างๆ หากเป็นสารอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้ก็จะเกิดปัญหามีกลิ่นเหม็นรบกวนผู้อยู่ บริเวณนั้น นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคของสัตว์บางชนิด เช่น หนู แมลงสาบ แมลงวัน เป็นต้น หากเป็นสารที่สลายตัวยากหรือไม่สลายตัวเลย เช่น พลาสติก โฟม เศษแก้ว โลหะ เป็นต้น จะทำให้เกิดการสะสมทับถมในดิน ทำให้ดินดูดซึมน้ำไม่ดี ขัดขวางการไหลของน้ำทำให้เกิดน้ำท่วมขัง หากโลหะที่สะสมลงในดิน เป็นโลหะหนักพวก ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม จะปนเปื้อนลงในดิน ทำให้ดินมีคุณภาพต่ำลงและส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในดินจนกระทั่งมนุษย์หรือสัตว์อื่นในระบบนิเวศ จะทำให้ถ่ายทอดไปตามโซ่อาหารและไปยังสิ่งมีชีวิตรวมถึงมนุษย์ต่อได้ ดังตัวอย่างนี้
                   ตัวอย่าง การถ่ายทอดสารพิษและสารเคมีไปตามโซ่อาหารและสายใยอาหาร โดยเริ่มต้นจากผู้ผลิตซึ่งดูดซึมธาตุอาหารจากดินไปใช้ในการเจริญเติบโต สารพิษเหล่านี้ก็จะสะสมอยู่ในส่วนต่างๆของพืช เช่น ใบ ดอก ผล ราก และลำต้น เมื่อผู้บริโภคลำดับที่ 1 มาบริโภคส่วนต่างๆ ของพืชสารพิษก็จะถ่ายทอดไปสู่ผู้บริโภคนั้นและสะสมตามชั้นไขมันในผู้บริโภค ลำดับที่ 1 เมื่อผู้บริโภคลำดับถัดไปมากินต่อกันอีกเป็นทอดๆ สารพิษก็จะถ่ายทอดไปตามลำดับขั้นของการบริโภคเช่นกัน โดยพบว่าปริมาณสารพิษที่สะสมนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับขั้นในโซ่อาหาร หรือสายใยอาหารนอกจากนั้นดินที่ปนเปื้อนก็จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพของแหล่งน้ำ



                   
2.5 การดัดแปลงธรรมชาติ เช่น การตัดไม้ทำลายป่า ทำให้ผิวดินแห้ง พังทลายง่าย เพราะไม่มีพืชดูดซับความชื้นและยึดเหนี่ยวอนุภาคของเม็ดดินเอาไว้ การปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำๆ เป็นเวลานาน ทำให้ดินขาดธาตุอาหาร  ขาดความอุดมสมบูรณ์ ทำให้ไม่เหมาะสมกับการเพาะปลูก การเผาป่า   เผาวัชพืชในไร่นาทำให้เกิดการสูญเสียของธาตุอาหารในดิน     และยังเป็นการทำลายสิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์ต่อการปรับปรุงคุณภาพดิน การปลูกพืชโตเร็วที่ต้องการธาตุอาหารสูง เช่น ยูคาลิปตัส มันสำปะหลัง ทำให้ดินเสื่อมสภาพเร็ว การขุดหน้าดินไปขายทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์และอาจจะเกิดการพังทลายของดินได้






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น